เรียนทำเค้ก สูตรขนมไทยอร่อยติดใจ ไส้ช็อคโกแลตแฮเบเกอร์ line: annzy201
ข่าวบันเทิง
ข่าวดารา
   ข่าวมุสลิม
ข่าวอิสลาม
  บายาน
บะยาน
  ลงประกาศฟรี
รวมเว็บลงประกาศฟรี

ผู้เขียน หัวข้อ: เรียนทำเค้ก สูตรขนมไทยอร่อยติดใจ ไส้ช็อคโกแลตแฮเบเกอร์ line: annzy201  (อ่าน 31 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

มกราคม 02, 2018, 01:06:32 PM
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 7881
  • เพศ: ชาย
    • ดูรายละเอียด

เรียนทำขนมเค้ก สูตรขนมไทยอร่อยติดใจ ไส้เผือกไส้เนยสด line: annzy201
เรียนทำขนมปัง ไส้ขนมเค้ก พายแอปเปิ้ล สอนทำขนม อร่อยมากอร่อยๆ ราคาประหยัด ตั้งอยู่ที่เจริญกรุง 107 แยก 7
ขั้นตอนฐานรากสำหรับในการทำขนมปัง

1. การผสมแป้ง
ส่วนที่ 1 ส่วนประกอบอาหารแห้ง ตัวอย่างเช่น แป้ง ยีสต์ สารเสริมประสิทธิภาพ นมผง ร่อนผสมเข้าด้วยกัน
ส่วนที่ 2 ส่วนประกอบของแฉะ อาทิเช่น น้ำเย็น น้ำตาล ไข่ไก่ เกลือป่น และก็ นมสด หรือนมข้นจืด คนจนเข้ากันกระทั่งละลาย
ส่วนที่ 3 ส่วนผสมไขมัน อาทิเช่น เนยสด เนยขาว มาการีน หรือ น้ำมันพืช
 
การผสมแป้งวิธีนี้จะช่วยให้ส่วนผสมเข้ากันได้ รวมทั้งช่วยให้กลูเต็นในแป้งถูกผสมจนกระทั่งจุดที่ไใช้ได้ โดยพิจารณาได้จากการรวมตัวของก้อนแป้งไม่เหนียวติดมือ แล้วก็เครื่องผสมมีความนิ่มเนียนรวมทั้งสามารถดึงเป็นผ่นบางๆได้โดยไม่ขาด แต่ว่าถ้าหากผสมแป้งหรือนวดแป้งไม่เพียงพอ จะทำให้แป้งมีความยืดหยุ่นน้อย ขนาดของของหวานจะลดลง หรือจะมีเนื้อสัมผัสหยาบคาย
2. การหมักแป้งหลังจากการผสม
แป้งภายหลังการผสมจะต้องมีการพักแป้งก่อนสักระยะหนึ่งเพื่อให้แป้งคลายตัว สำหรับเพื่อการหมักนั้นโดยทั่วไปแล้วจะหมักโดยการคลึงแป้งเป็นก้อนกลม รวมทั้งหมักในอ่างผสม หรือกดเป็นก้อนกลมแล้วพักบนโต๊ะ โดยใช้ผ้าขาวบางชุบน้ำบิดหมาดๆหุ้มก้อนแป้ง เพื่อเป็นการป้องกันและยังเป็นการไม่ให้ผิวหน้าของก้อนแป้งแห้ง
3. การไล่อากาศในก้อนแป้ง
ภายหลังแป้งถูกหมักจนได้ที่แล้วจะไล่อากาศที่มีมากเกินออกไป เพื่อให้ขนมปังมีเนื้อเนียน วิธีเป็นใช้มือกดเบาๆที่ก้อนแป้ง หรือใช้เครื่องรีดเพื่อไล่อากาศ
4. การเตรียมก้อนแป้งใส่ไส้หรือพิมพ์
ภายหลังไล่อากาศในก้อนแป้งแล้ว ตัดก้อนแป้งตามขนาดที่อยากได้ จากนั้นใช้มือหรือเครื่องคลึงให้เป็นก้อนกลมจนถึงผิวหน้าเรียบเนียน แล้วต่อจากนั้นจะขึ้นรูปพักลงในพิมพ์ หรือพักให้ขึ้นเป็น 2 เท่า และก็เอามาใส่ไส้ตามต้องการ
5. การพักแป้งในพิมพ์
ระยะเวลาในการพักแป้งขึ้นอยู่กับขนาดก้อนแป้ง และอุณหภูมิที่ใช้เพื่อการหมัก โดยทั่วไปแล้วจะใช้อุณหภูมิที่ราวๆ 32-40 องศาเซลเซียส ซึ่งในระหว่างการหมักนั้นต้องใช้ผ้าขาวบางชุบน้ำหมาดๆคลุมแป้งเพื่อป้องกันผิวหน้าของก้อนแป้งแห้งกระด้าง ในตอนนี้ถ้าเกิดเป็นระบบอุตสาหกรรมหรือร้านค้าที่ขายดีก็จะใช้ตู้หมักแป้ง โดยตู้หมักแป้งสามารถปรับระดับอุณหภูมิที่ใช้สำหรับในการหมักได้ ก็เลยช่วยให้ได้ก้อนแป้งที่ขยายตัวอย่างเร็ว
6. การอบรวมทั้งการตกแต่งข้างหลังการอบ
โดยทั่วไปอุณหภูมิที่ใช้ในการอบอยู่ที่ 350-400 องศาฟาเรนไฮต์ ส่วนระยะเวลาขึ้นอยู่กับขนาดก้อนแป้ง ก่อนอบบางสูตรบางทีอาจจะเพิ่มสีสันแก่ขนมปัง โดยจะมีการทาหน้าขนมปังด้วยไข่ไก่ นมสด ฯลฯ แล้วก็เมื่ออบสุกแล้วถ้าหากอยากให้ขนมปังวาวเงา จะทาหน้าขนมปังด้วยเนยสดทับอีกครั้ง ขนมก็จะมองมันวับ จึงนำออกมาจากพิมพ์หรือถาดอบ บางสูตรจะมีการตกแต่งหลังการอบเพื่อได้รสชาติที่ดีและสะดุดตาน่าอร่อยเพิ่มมากขึ้น การตกแต่งนั้นมีหลายวิธี ยกตัวอย่างเช่น การโรยหน้าขนมด้วยน้ำตาลไอซิ่ง หรือ การตกแต่งด้วยน้ำสลัดครีม จึงพักบตะแกรงจนกระทั่งเย็นสนิทเื่พื่อคุ้มครองการเกิดราได้ง่าย ต่อจากนั้นก็เลยบรรจุในบรรจุภัณฑ์ที่เตรียนมไว้ หลังจากการบรรจุแล้วควรจะเก็บขนมปังเอาไว้ในห้องที่ไม่แห้งกระทั่งเกินความจำเป็น และก็มีอุณหภูมิที่เย็นเหมาะเจาะ
 
เครมบรูเล่กะทิแบบไทย
ใครไม่กลัวแคลอรีพุ่งสูงอยากให้ลองเมนูเครมบรูเล่กะทิแบบไทย สูตรจาก เฟซบุ๊ก iCook by Kucook ใส่กะทิแบบไทยเพิ่มกลิ่นหอม สามารถลดความหวานได้ตามชอบ รสชาติอร่อยแค่ไหนมาพิสูจน์กัน
ส่วนผสม เครมบรูเล่กะทิ (สำหรับ 20 ที่)
• ไข่ไก่ (เฉพาะไข่แดง) 24 ฟอง
 • น้ำตาลทราย 350 กรัม
 • ครีมสด 750 มิลลิลิตร
 • กะทิคั้น 750 มิลลิลิตร
 • ถ้วยกระเบื้อง
 • ถาดทรงสูง
วิธีทำเครมบรูเล่
1. เปิดเตาอบที่อุณหภูมิ 140 องศาเซลเซียส เตรียมไว้
 2. ต้มครีมสด และน้ำกะทิในหม้อด้วยไฟอ่อน คนผสมให้เข้ากัน พอเดือดให้ปิดไฟทันที (ไม่ควรใช้ไฟแรง และไม่ควรต้มให้เดือดจนเกินไป) พักไว้
 3. ตีผสมไข่แดงกับน้ำตาลทรายให้เข้ากัน ค่อย ๆ เทส่วนผสมครีมคนผสมตลอดเวลาจนเข้ากันดี กรองส่วนผสมด้วยกระชอน จากนั้นเทส่วนผสมที่ได้ลงในถ้วย ประมาณ 3/4 ของพิมพ์
 4. วางถ้วยลงในถาดทรงสูง เทน้ำลงในถาดให้สูงประมาณ 3/4 ของถ้วยครีม (เรียกวิธีการนี้ว่า bain marie) นำเข้าเตาอบ นานประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาทีหรือจนสุก (วิธีการเช็กว่าสุกหรือไม่ให้ใช้ไม้ปลายแหลมจิ้มลงไปตรงกลางถ้วย ถ้ามีเศษขนมติดออกมาแสดงว่ายังไม่สุก) นำออกจากถาดน้ำ และเก็บไว้ในตู้เย็นจนกว่าจะรับประทาน
 5. เวลาจัดเสิร์ฟให้โรยน้ำตาลทรายบาง ๆ ลงบนหน้าขนมให้ทั่ว หลังจากนั้นใช้ปืนพ่นให้น้ำตาลเป็นสีน้ำตาลไหม้จนทั่ว รับประทานคู่กับมะพร้าวเชื่อม

ช็อกโกแลตพอตเดครีมมี่
 
ส่วนผสม
ดาร์กช็อกโกแลตหั่นชิ้นเล็ก 170 กรัม
น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ
วิปครีมชนิดจืด 1 ถ้วยตวง
ไข่แดง 3 ฟอง
ลูกเกดดำ 2/3 ถ้วยตวง
วิธีทำ
1. นำดาร์กช็อกโกแลตใส่อ่างผสม นำขึ้นตุ๋นบนน้ำร้อนจนช็อกโกแลตละลาย ใส่น้ำตาลทราย และวิปครีม 1/2 ถ้วยตวง คนให้เข้ากันดี
2. ตักส่วนผสมในข้อที่ 1 ประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ ลงในไข่แดงคนให้เข้ากันด้วยตะกร้อมือ จากนั้นเทกลับลงในอ่างช็อกโกแลตตามเดิม นำขึ้นตุ๋นอีกครั้งคนจนส่วนผสมข้นมีลักษณะเนียนเข้ากันดี ยกลงใส่ลูกเกดดำ พักไว้ให้เย็นสนิท
3. ตีวิปครีมที่เหลืออีก 1/2 ถ้วยตวง ด้วยหัวตีตะกร้อ โดยใช้ความเร็วสูงสุดของเครื่องจนขึ้นฟูตั้งยอด แล้วนำลงผสมกับส่วนผสมในข้อที่ 2 ตะล่อมเบา ๆ ด้วยพายยางจนส่วนผสมเข้ากันดี
4. ตักส่วนผสมที่ได้ใส่ถ้วยสำหรับเสิร์ฟ นำเข้าแช่ในตู้เย็นสักครู่ก่อนจัดเสิร์ฟ

แนวทางการรักษาวัตถุดิบสำหรับการทำเบเกอรี่หรือส่วนประกอบที่ใช้ทำเบเกอรี่ที่ถูก
1. แป้งประเภทต่างๆได้แก่ แป้งขนมเค้ก แป้งขนมปัง อื่นๆอีกมากมาย หากปลอดจากแมลงรบกวนจะมีคุณภาพดีรวมทั้งเก็บได้นานถึง 5 เดือน โดยเก็บรักษาเอาไว้ภายในห้องที่สะอาด มีอากาศถ่ายเทดี ปราศจากกลิ่น มีอุณหภูมิ 68 - 72 องศสฟาเรนไฮต์ รวมทั้งมีความชื้นสัมพัทธ์ 55 - 65 % แป้งที่มีตัวแมลงอยู่จะต้องแยกนำออกมาทิ้งโดยทันที
2.ยีสต์ เป็น ส่วนประกอบที่เสียได้ง่าย ควรเก็บในที่แห้ง ไม่ให้สัมผัสโดยตรงกับแสงแดดและความชื้น ถ้าหากไม่เก็บในตู้แช่เย็นควรเก็บในที่มีอุณหภูมิไม่สูงขึ้นยิ่งกว่า 90 องศาฟาเรนไฮต์ ภายใต้ภาวะแบบนี้ ยีสต์แห้งจะแก่การเก็บได้อย่างน้อยที่สุด 1 เดือน หรือเป็นเวลายาวนานกว่านี้ได้
3. น้ำตาล ทั้งยัง น้ำตาลทรายขาวแล้วก็น้ำตาลเป็นตัวดูดความชื้น ต้องนำออกจากถุงใส่กล่องพลาสติคหรือแก้ว มิฉะนั้นแล้วน้ำตาลจะดูดความชื้นจากอากาศจนกระทั่งจุดที่มันแฉะ ซึ่งพวกจุลินทรีย์จะเติบโตเจริญ ทำให้น้ำตาลนั้นมีรสเปรี้ยว สำหรับน้ำตาลละเอียดหรือน้ำตาลไอซิ่ง เมื่อไม่ใช้ต้องเก็บเอาไว้ในที่แห้ง เพื่อคุ้มครองป้องกันการจับตัวกันจนเป็นก้อน อย่าใช้ภาชนะที่เป็นโลหะเพราะเหตุว่าอาจจะมีการเกิดสนิมได้
4. ไขมัน รวมทั้งน้ำมัน ไขมัน จากพืชสามารถเก็บได้ในอุณหภูมิปกตินาน 2-3 เดือน หากอยากได้เก็บให้ได้เป็นเวลานานกว่านี้จำเป็นต้องเก็บในตู้แช่เย็น น้ำมันหมูชนิดแข็งควรที่จะเก็บในตู้เย็น โดยใส่ภาชนะใส่ปิดฝาให้สนิท หรือเก็บรักษาเอาไว้ภายในห้องปกติก็ได้ น้ำมันสลัดหรือน้ำมันที่ผลิตขึ้นมาจากมะกอกจะมีกลิ่นหืนได้ง่ายภายหลังเปิดฝาแล้ว สำหรับไขมันพืช นอกเหนือจากที่จะเก็บในตู้แช่เย็นแล้ว ไม่สมควรเก็บไว้ใกล้สิ่งที่ให้กลิ่น เพราะเหตุว่าไขมันนั้นสามารถดูดกลิ่นปะปนเข้าไว้ได้ง่ายและรวดเร็วทันใจ ศัตรูตัวสำคัญของไขมันก็คือแสงสว่าง อากาศ น้ำ ความร้อน อุณหภูมิสูงๆรวมทั้งโลหะ พวกนี้เป็นต้นเหตุที่ทำให้ไขมันมีกลิ่นหืนได้ง่าย
5. ไข่ ไข่ สดควรจะเก็บในช่องเก็บไข่ของตู้เย็น โดยให้ส่วนกว้างของไข่อยู่ด้านบนจะเก็บได้นานถึง 5 สัปดาห์ ไข่สดจะสูญเสียความชุ่มชื้นรวมทั้งก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ตามอายุของไข่ ไข่ชอบดูดเอากลิ่นจากตู้แช่เย็นเอาไว้ และจะมีกลิ่นมากมายถ้าไม่เก็บไว้ภายในช่อง ไข่ขาวที่แยกค่อนข้างจะเก็บได้นานเป็นอาทิตย์ ถ้าหากเก็บในตู้เย็นและใส่ภาชนะแก้วที่ปิดฝาสนิท ไม่ควรเก็บไข่ไว้นาน แม้จะเก็บในตู้เย็นก็ตาม เนื่องจากบัคเตรีอาจเกิดขึ้นทำให้อาหารเป็นพิษได้
6. นม นม สดหรือหางนมควรที่จะเก็บไว้ในตู้เย็น เมื่อไม่ใช้แล้ว ทั้งนี้เพื่อปกป้องการบูดเนื่องมาจากกรดแลคติกจะก่อให้นมเปรี้ยว สำหรับนมระเหยนั้นไม่คือปัญหาเพราะเหตุว่านมบรรจุกระป๋องนั้น ได้ผ่านวิธีการทำลายเชื้อแล้ว แต่ก็ควรจะระวังในเรื่องกระป๋องบวม ซึ่งเกิดขึ้นได้เนื่องมาจากนมเสีย นมผงควรที่จะเก็บในที่เย็นรวมทั้งแห้ง ปิดฝาให้สนิท เหตุเพราะนมผงนั้นมีความชื้นอยู่น้อย จึงดูดเอาความชุ่มชื้นจากอากาศเข้าไว้ทำให้จับกุมกันเป็นก้อน
7. เครื่องเทศแล้วก็ผงฟู ควรจะเก็บในที่เย็น แห้ง แล้วก็ปิดฝาให้สนิท สำหรับกระป๋องบรรจุต้องไม่ขึ้นสนิม แล้วก็จะต้องสะอาด
8. สารเสริม อาทิเช่น SP ควรที่จะเก็บในภาชนะที่ปิดสนิท แห้งและก็เย็น อย่าให้โดนแดดโดยตรง

หากอยากได้เรียนขนมปัง8ไส้ สิ่งเดียว4,500บาท
อยากเรียนวิชาอื่นเพิ่มด้วย วิชาละ 2,500 บาท
ผู้ติดตามได้ลงมือปฎิบัติเช่นเดียวกัน
พอใจเรียน โดยการจองผ่านไลน์แค่นั้น
line id: annzy201
หรือคลิกลิ้งค์ http://line.me/ti/p/~annzy201


ขอบคุณบทความจาก : http://www.annann201.com/

Tags :  เรียนทำเค้ก, ทำเค้ก,สอนทำอาหาร